ย้อนรอย 5 ทศวรรษ

ทศวรรษที่ 3 (พ.ศ. 2511-2520)  จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานปูทางสู่สากล

ในทศวรรษที่ 3 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศแผนพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ระยะ 5 ปี พร้อมเริ่มนโยบายส่งเสริมการประกอบรถยนต์ทุกประเภท เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงเริ่มนโยบายส่งเสริมการส่งออกและจัดทำมาตรฐานยานยนต์

โดยยุคนี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดนโยบายเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกปี พ.ศ. 2521-2526 ได้กำหนดให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ภายใน 5 ปี ส่วน ระยะที่สอง ปี พ.ศ. 2529-2531 กำหนดไว้ว่าจะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น โดยในปีแรกกำหนดที่ 67 รายการ ปีที่ 2 เพิ่มอีก 42 รายการ และปีที่ 3 เพิ่มอีก 56 รายการ รวมเป็น 165 รายการ ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตลง ทั้งยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วน ยานยนต์ให้กับผู้ประกอบการในประเทศ ถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

นโยบายส่งเสริมการส่งออกฉบับแรก

ในปี พ.ศ.2522 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อการส่งออกขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้โรงงานประกอบยานยนต์เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศตามประกาศ แม้ว่าขณะนั้นตัวเลขการส่งออกจะมีไม่มากนักแต่ก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของกระทรวงอุตสาหกรรมในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ ซึ่งในอีกทศวรรษต่อมาการส่งออกรถยนต์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ มีส่วนสำคัญอย่างมากของประเทศไทย

ในช่วงทศวรรษที่ 3 เป็นช่วงเวลาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งยังคงเน้นที่นโยบายการส่งเสริมการส่งออก โดยเพิ่มการใช้มาตรการทางการเงินและการคลัง และการกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ภูมิภาคพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกและเมืองหลัก โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐยังคงวางนโยบายเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศทั้งสำหรับการประกอบรถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุกและรถยนต์โดยสาร และส่งเสริมให้เกิดการผลิตที่ประหยัดจากขนาด (Economy of Scale)

ในปี พ.ศ. 2521 กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศห้ามนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราอากรขาเข้าสำหรับรายการชิ้นส่วนที่นำเข้า เพื่อประกอบรถยนต์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 80 และประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์สำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 150 เพื่อลดการขาดดุลการค้าและยังเป็นการปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ในประเทศอีกทางหนึ่ง

ในส่วนของนโยบายการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีประกาศแผนพัฒนา อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์นั่ง ด้วยการกำหนดให้เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 50 ในระยะ 5 ปี และ เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับรถยนต์บรรทุกและรถยนต์โดยสารในประเทศร้อยละ 5 ต่อปีเช่นกัน และประกาศบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศบางรายการสำหรับรถยนต์บรรทุกที่มีนํ้าหนักบรรทุกตั้งแต่ 3.5 ตันขึ้นไป นอกจากนโยบายการเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มจัดทำมาตรฐานชิ้นส่วน ยานยนต์ขึ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ และจัดตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขึ้นในปี พ.ศ. 2525 โดยมีสาระสำคัญ คือ ปรับปรุงนโยบายการบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศของรถยนต์นั่ง ผ่อนปรนการนำเข้ารถยนต์นั่งสำเร็จรูปและปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ในประเทศ

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2526-2527 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศนโยบายอุตสาหกรรมรถยนต์นั่ง ฉบับใหม่ โดยมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับรถยนต์นั่งและกำหนดจำนวนรุ่น(Series) และ จำนวนแบบ(Model) สำหรับรถยนต์นั่งที่ผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยให้เกิดการประกอบที่มีการประหยัดจากขนาดของการผลิต (Economy of Scale) และต่อมาก็ได้กำหนดรายการชิ้นส่วนบังคับใช้ในประเทศสำหรับการประกอบรถยนต์บรรทุกขนาดเล็กทั้งเครื่องยนต์แก๊สโซลีนและดีเซลเช่นกัน

คณะกรรมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมประเมินว่าอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ก็คือ การที่รถยนต์นั่งที่ประกอบในประเทศมีจำนวนแบบ(Model) ค่อนข้างมาก ทำให้รถบางรุ่นมีการประกอบเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ดังนั้นในปี พ.ศ.2527 กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ให้โรงงานประกอบทั้งหมดทำการประกอบรถยนต์นั่งได้รวมกันไม่เกิน 42 รุ่น โดยแต่ละแบบให้มีการประกอบได้ไม่เกิน 2 รุ่น และแต่ละแบบให้มีตัวถังได้แบบเดียวใช้เครื่องยนต์เดียวกันแต่ให้มีระบบเกียร์ได้ 2 ชนิด ทั้งยังกำหนดว่า ถ้ารถยนต์รุ่นใดไม่มีการประกอบในปีหนึ่งปีใด ก็จะให้ ยกเลิกสิทธิการประกอบรถยนต์รุ่นนั้นๆ โดยไม่ให้มีการทดแทน วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดจำนวนแบบของรถยนต์ที่มีอยู่ให้น้อยลง

แต่ต่อมาคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ AIDC (Automotive Industry Development Committee) เห็นว่า นโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนรุ่นรถที่ประกอบลดลง และอาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ประกอบการ ดังนั้นในปี พ.ศ.2528 จึงได้มีการยินยอมให้รถบางรุ่น สามารถเข้าไปประกอบยังโรงงานอื่นได้ เพื่อเป็นการบริหารเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ต่อมายังได้มีการอนุญาตให้มีการแบ่งใช้ชิ้นส่วนในรายการเดียวกันเพื่อลดต้นทุน เนื่องจากขณะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

ขณะที่ความต้องการในตลาดรถยนต์นั่งลดลง รถบรรทุกขนาดเล็กกลับมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้น ด้วยอรรถประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งโดยสารและขนส่ง ทำให้ผู้ผลิตรถบรรทุกขนาดเล็กต้องปรับปรุงรูปแบบของรถเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยการเพิ่มห้องโดยสารเป็นสองตอน โดยขณะที่ส่วนท้ายยังเป็นกระบะอยู่ขณะเดียวกัน BOI ได้ประกาศให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมลงทุนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลของรถกระบะจำนวน 4 ราย คือ 1.กลุ่มโตโยต้ากับปูนซิเมนต์ไทย 2.กลุ่มอีซูซุ กับมาสด้า และฟอร์ด 3.กลุ่มสยามกลการ (นิสสัน) และ4.กลุ่มยนตรกิจ (ปิกอัพ เปอโยต์) โดย BOI ได้กำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเฉพาะตัวเครื่องยนต์ ดังนี้ คือ ปีแรกร้อยละ 20 ปีที่สองร้อยละ 30 ปีที่สามร้อยละ 40 ปีที่สี่ร้อยละ60 และปีที่ห้าร้อยละ 80

ในทศวรรษที่ 3 นี้ นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ทุกประเภท ถือว่ามีความสำคัญเป็น อย่างมาก ที่ช่วยให้เกิดการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ขึ้นหลายโรงงานในประเทศ นอกจากนั้นยังช่วยส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ตามการพัฒนาของอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์นั่งเช่นกัน โดยมีกลไกหลักของรัฐคือ นโยบายการบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ที่มีเงื่อนไขให้เพิ่มจำนวนรายการชิ้นส่วนบังคับในแต่ละปีเป็นเครื่องมือสำคัญ และให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของสภาวะทางเศรษฐกิจในประเทศเช่นกัน

THE FEDERATION OF THAI INDUSTRY | AUTOMOTIVE INDUSTRY CLUB.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110
Copyright © 2015 Automotive Industry Club. All rights reserved. Designed by Mountain Studio

รองรับการทำงานบน Internet Explorer v10+, Firefox, Safari, Chrome, Opera