บันทึกมิติใหม่สู่ความสำเร็จระดับโลก

2555 อุตสาหกรรมยานยนต์ ปรับกระบวนสู่การพลิกฟื้นครั้งใหญ่

ศักยภาพแห่งการเป็นฐานผลิตแห่งเอเชีย ณ ปัจจุบัน คือภาพสะท้อนก้าวย่างที่ผ่านมาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เป็นอย่างดี เพราะกว่าจะมียอดรวมการผลิตจะขึ้นสู่ระดับ 2 ล้านคันต่อปีให้ได้เห็นในปี พ.ศ.2555 นั้น ทุกภาคส่วนล้วนต้องร่วมกันพัฒนาและผลักดันมาอย่างยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศไทยมาโดยตลอด

หากนับย้อนไปในยุคบุกเบิกที่ประเทศไทยได้เริ่มการประกอบรถยนต์ได้เป็นครั้งแรก จนถึง ณ ปัจจุบัน จะเห็นว่า อุตสาหกรรมสาขานี้ผ่านบททดสอบมานานับประการให้กับแหล่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สำคัญๆ ในประเทศญี่ปุ่นบริษัทรถยนต์แทบทุกบริษัทในประเทศไทยจึงเกิดปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนในการประกอบรถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาที่เกิดตามมาคือการชะลอ และลดกำลังการผลิตลง จากโรงงานที่เคยผลิต 2 - 3 กะต่อวัน ก็ปรับลดลง ไปกว่าครึ่ง เนื่องจากการขาดแคลนชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะชิ้นส่วนด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ของรถยนต์ แต่ท้ายที่สุดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถแก้ไขปัญหา โดยจัดหาชิ้นส่วนดังกล่าวจากแหล่งผลิตอื่นๆ

นอกประเทศญี่ปุ่นมาทดแทน ทำให้ผลกระทบครั้งนี้เป็นเพียงระยะเวลาอันสั้น ในช่วง 2-3 เดือนเท่านั้น ก็สามารถ กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากทุกอย่างเริ่มกลับสู่ภาวะปกติได้เพียง 3-4 เดือน ปรากฏว่าในช่วงเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องบอบช้ำอีกครั้ง จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับประเทศไทย

ความเสียหายเริ่มจากมวลน้ำขนาดมหาศาลจากทางภาคเหนือ-กลางตอนบนไหลบ่าท่วมนิคมอุตสาหกรรม ในภาคกลางของประเทศทั้ง 7 แห่ง ทำให้โรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์จำนวนมาก อยู่ในสภาพจมน้ำทั้ง โรงงานนานนับเดือน

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลถึงผู้ผลิตยานยนต์ทั้งระบบโรงงานประกอบรถยนต์ทยอยกันหยุดสายการผลิต เพราะ ขาดแคลนชิ้นส่วนอย่างหนัก ดังนั้นผลกระทบความเสียหายในครั้งนี้จึงมากกว่าเหตุการณ์สึนามิหลายเท่า จากการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่าประเทศไทยเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นฐานการผลิตและการส่งออกรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของโลก ทำให้เมื่อเกิดภัย พิบัติจึงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์เป็นวงกว้างโดยในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 นั้น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ได้ประกาศระงับการผลิตรถยนต์ที่โรงงานหลายแห่งในญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือ เช่นเดียวกับโรงงานผลิตยานยนต์ของบริษัทอื่นๆ ที่ต้องหยุดผลิตชั่วคราวจากเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้

จากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของอุทกภัยครั้งใหญ่ ยอดการผลิตรถยนต์ของไทยตกลงมาอยู่ที่ 49,439 คัน ถัดมาในเดือนพฤศจิกายน การผลิตยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเลขเพียง 23,695 คัน โดยรวมแล้วไทยสูญเสียความสามารถในการผลิตรถยนต์ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปเกือบ 4 แสนคัน ทำให้ตัวเลขการผลิตในปี พ.ศ. 2554 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1,457,795 คัน จากเดิมที่ตั้งเป้าการผลิต 1,800,000 คัน

วิกฤติครั้งนั้นส่งผลให้ตลาดรถยนต์ชะลอตัวอย่างหนัก ทุกภาคส่วนต่างช่วยกันเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว บรรดา ผู้ผลิตต่างเร่งฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือทุกแนวทางแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วน อันเป็นปัจจัยสำคัญของห่วงโซ่อุปทานในระบบการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและยานยนต์โลก ให้ฟื้นคืนกลับ สู่สภาวะปกติอีกครั้ง ขณะที่ภาครัฐก็พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายด้าน ซึ่งในช่วงของการฟื้นฟูได้ออกมาตรการช่วย เหลือทางด้านภาษี 3 ส่วนด้วยกัน คือ
1. มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
2. มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และ
3. มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ในส่วนภาคเอกชนนอกจากเร่งแก้ปัญหาการผลิตหลังจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่างพร้อมกันปรับกลยุทธ์การ ส่งเสริมการตลาด โดยเริ่มแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดด้านรัฐบาลนอกจากออกมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูให้สามารถ กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ก็ได้สานต่อนโยบายรถยนต์คันแรกอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ทุกบริษัทต่างขานรับ เป็นอย่างดี พร้อมร่วมกันผลักดันให้ อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบขับเคลื่อนได้อย่างร้อนแรงอีกครั้ง จนมียอดขาย พลิกกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นโยบายดังกล่าวมีกฎเกณฑ์ที่สำคัญ คือ การคืนเงินเท่ากับจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงในการซื้อรถยนต์ คันแรก แต่ไม่เกินวงเงิน 100,000 บาท โดยภาครัฐจะคืนภาษีหลังจากผู้ซื้อครอบครองรถยนต์ไปแล้วเป็นเวลา 1 ปี ระยะเวลาการจองจะต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555 พร้อมลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ โดยไม่กำหนดระยะเวลาส่งมอบ

ทั้งนี้จะต้องเป็นรถยนต์นั่ง ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี ส่วนรถปิกอัพไม่จำกัด ซีซี. แต่มีระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยต้องเป็นรถยนต์ใหม่ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ห้ามโอนเปลี่ยนมือใน 5 ปี

ขณะเดียวกัน ในภาคการผลิต ผู้ประกอบการต่างเร่งแก้ไขปัญหาจนสามารถกลับมาผลิตได้อีกครั้งในช่วงต้น ปี พ.ศ. 2555 และกลับสู่ภาวะปกติได้ในช่วงเดือนมีนาคม

จากปัจจัยบวกที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ยอดจำหน่ายยานยนต์ทั้งระบบ พลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งส่วนหนึ่ง มาจากการที่บริษัทรถไม่สามารถส่งมอบรถได้ในปี พ.ศ. 2554 ทำให้ยอดค้างส่งมอบรถยนต์สะสมข้ามปีมามากกว่า 1 แสนคัน นั่นเป็นอีกแรงส่งสำคัญให้ตลาดรถยนต์ในปี พ.ศ. 2555 กลับมาเติบโตอย่างร้อนแรง คิดเป็นอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 70 จากช่วงปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา

ช่วงเดียวกันนั้น นอกจากความต้องการรถยนต์ที่มีมากขึ้นแล้ว อีกปัจจัยที่หนุนให้เกิดการขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ บริษัทรถต่างทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กรวมทั้งอีโคคาร์ พร้อมกับการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ส่งผลให้ตัวเลขยอดจำหน่ายและยอดการผลิตสร้างสถิติใหม่ ถือเป็นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย จนทุกฝ่าย ต่างพร้อมใจกันประกาศตัวเลขการผลิตที่ 2,000,000 คัน

ช่วง 9 เดือนแรก ของปี พ.ศ. 2555 ประเทศไทยมียอดขาย 1,000,577 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 451,266 คัน หรือ 45% ของยอดขายทั้งหมด รถเพื่อการพาณิชย์ 549,311 คัน หรือร้อยละ 55 ของยอดขาย

ทางด้านรถยนต์นั่งพบว่า รถยนต์นั่งขนาดเล็กรวมทั้งอีโคคาร์ มียอดจำหน่ายมากที่สุดคือร้อยละ 32 ซึ่งบ่งชี้ถึง ความสำคัญของโครงการรถยนต์คันแรกได้เป็นอย่างดี และหากย้อนกลับดูยอดจำหน่ายรถยนต์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์มากกว่าเดือนละ 100,000 แสนคันมาโดยตลอด

เมื่อสถานการณ์พลิกฟื้นมาเช่นนี้ ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนต่างประเมินในช่วงต้นปีว่า ในปี พ.ศ. 2555 จะเป็น ปีทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยตั้งเป้าตัวเลขยอดจำหน่ายรวมรถยนต์ในประเทศ 1,200.000 คัน และยอดการผลิตกว่า 2,200,000 คัน ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย จนหลังผ่าน 8 เดือนแรกของปี บริษัทรถต่างปรับประมาณการยอดจำหน่ายรวมรถยนต์ทั้งระบบว่าจะสูงกว่า 1,300,000 คัน หากไม่มีปัจจัยลบที่อยู่เหนือการควบคุมเกิดขึ้น

การพลิกฟื้นครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งนี้นอกจากความต้องการของตลาดที่มีสูงแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกด้านก็คือความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่ยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ทำให้ยานยนต์ไทย สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฉะนั้น การตั้งเป้าเพื่อเป็น 1ใน 10 ของผู้ผลิตรถยนต์โลกย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันแต่อย่างใด

 

THE FEDERATION OF THAI INDUSTRY | AUTOMOTIVE INDUSTRY CLUB.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110
Copyright © 2015 Automotive Industry Club. All rights reserved. Designed by Mountain Studio

รองรับการทำงานบน Internet Explorer v10+, Firefox, Safari, Chrome, Opera