ทิศทางสู่ความยั่งยืน

ดร.ณัฐพล รังสิตพล
ผู้อําานวยการสําานักนโยบาย อุตสาหกรรมรายสาขา 2.
สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม


ในอนาคตนั้น ทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนฯในระดับโลกจะเกิดกระแสการควบรวมกิจการทำให้จำนวนบริษัทลดลงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการพัฒนายานยนต์จะเน้นการพัฒนาไปสู่ High-Volume global platform ซึ่งจะทำให้มีจำนวนฐานการผลิตลดลงและกระจุกตัวในไม่กี่ประเทศ โดยมีทวีปเอเชียเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ของโลกโดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดีย ที่มีแรงงานและต้นทุนการผลิตต่ำ และมีความต้องการสินค้ายานยนต์ภายในประเทศสูง ขณะที่กระแสการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทำให้รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ประหยัดพลังงาน และรถไฟฟ้ามีการใช้งานอย่างแพร่หลายในเมืองใหญ่

นอกจากนี้ยานยนต์จะมีส่วนประกอบเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ โดยเทคโนโลยีระดับสูงผนวกเข้ากับยานยนต์เพิ่มมากขึ้น ทำให้กระบวนการผลิตต้องเพิ่มการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีระดับสูง เพิ่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และแรงงานฝีมือต้องมีความรู้หลากหลายสาขามากขึ้น

ขณะที่ทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนฯ ในประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับคุณภาพที่สำคัญของเอเชียแปซิฟิค สามารถผลิตยานยนต์คุณภาพสูงส่งออกได้ทั่วโลก โดยระบะสั้นมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ระยะกลาง มุ่งเน้นในการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์และระบบสำเร็จรูป รวมถึงตลาดอะไหล่และชิ้นส่วนตกแต่งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าไทยให้มากที่สุด และระยะยาว คือ เป็นผู้นำในการผลิต การวิจัยและพัฒนาด้านเมคคาโทรนิกส์ของเอเชียแปซิฟิค มีมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเทียบเท่ามาตรฐานยุโรป “สินค้ายานยนต์ที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ คือ โปรดักส์แชมเปี้ยน ทั้ง 2 ตัว ได้แก่รถปิกอัพและรถปิกอัพดัดแปลง รถยนต์นั่งขนาดเล็กคุณภาพสูง (ECO CAR) รวมไปถึง รถจักรยานยนต์ อะไหล่ยานยนต์และชิ้นส่วนตกแต่ง ณ วันนี้ประเทศไทยสามารภพัฒนาเครื่องจักรระดับ semi-automation ตลอดจนถึง ROBOT เพื่อทดแทนการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศและชดเชยการขาดแคลนเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิต ดังนั้นเราจึงควรเร่ง ยกระดับและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนฯ มีความยั่งยืน”

ในอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไปสู่การขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility) มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ คน เทคโนโลยีและ ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานหรือ ซัพพลายเชน หากประเทศไทยมีปัจจัยเพียงเท่านี้ ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน “คนในระบบอุตสาหกรรมนี้ มี 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่ม un skill หรือ semi skill มีถึง 55% ส่วนเทคนิเชียล หรือระดับปวส. มีราว 35% ที่เหลือกลุ่มขั้นสูงอย่างวิศวกร แต่อนาคตเราต้องเพิ่ม ใน 2 กลุ่มหลังให้มากขึ้น โดยลดจำนวนกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ ลง เพื่อตอบรับการเป็นฐานผลิตที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ปัจจัยด้านเทคโนโลยีมาจากอะไร มาจากการที่ไทยจะต้องมีศูนย์ทดสอบ รองรับการพัฒนาด้านนวัติกรรมเพื่อเพิ่มขีเความสามารถในการแข่งขัน อย่าคิดว่าชิ้นส่วนย่อยๆจะไม่มีนวัตกรรม ทุกอย่างต้องการการพัฒนาทั้งสิ้น และศูนย์ทดสอบจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ไทยให้มีคุณภาพและ ต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมในอีกหลายโปรดักส์ และปัจจัยสุดท้ายคือ ซัพพลายเชน ซึ่งก็คือ กลุ่มเอสเอ็มอี ซึ้งเป็นกลุ่มซัพพลายเออร์ทั้งหลาย”

ในอนาคตนั้นประเทศไทยจะถูกปรับโครงสร้างการผลิตชิ้นส่วน ไปสู่บทบาทของการ ผลิตแม่พิมพ์อุปกรณ์จับยึด เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ถือเป็นการผลิตที่ใช้เทคโยโลยีขั้นสูงโดยจะเริ่มปรากฏภาพนี้ให้เห็นมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าและจะเห็นภาพชัดเจนในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมานั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาน้อยมาก หากเทียบกับยอดจำหน่าย และการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวอย่างร้อนแรง ถึงแม้ว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีการผลิตรวมรถยนต์มากกว่า 2ล้านคันแล้วก็ตาม แต่คาดว่าทุกอย่างจะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคต

ดังนั้น ในอนาคตข้างหน้า ภาพการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่มีอย่างต่อเนื่อง 6.9 แสนล้านบาทนั้นในจำนวนนี้กว่า 20-30% เป็นการลงทุนของกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยให้ก้าวไกลในเวทียานยนต์โลก

ปราโมทย์ พงษ์ทอง
นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วน ยานยนต์ไทย


30-40 ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเรียนรู้มามากมาย ทั้งด้านการควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการต้นทุน และการจัดหาวัตถุดิบ แต่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์โดยภาพรวมยังต้องเพิ่มศักยภาพด้านงานออกแบบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีส่วนอย่างมากในกรณีนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์ เพื่อส่งเสริมพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ต่างๆแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กใก้มีศักยภาพ และสามารถก้าวไปพร้อมกับการเติบโตของตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า ชิ้นส่วนในตลาดทดแทน (REM) มีแนวโน้มขยายตัวทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ชุดแต่งสำหรับโปรดักส์แชมเปี้ยนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคือ รถปิกอัพและอีโคคาร์ จึงนับเป็นโอกาสอันดีของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยทั้งระบบ

ขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนระดับ เทียร์1 และเทียร์2 ก็ผลิตป้อนโรงงานผู้ผลิตก็จะมีโอกาสมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการขยายตัวของภาคการผลิตที่จะเกิดขึ้นอีกมากในอนาคต ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการในทุกด้าน

สรรเสริญ จุฬางกูร
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย


อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการพัฒนามากกว่า ครึ่งศตวรรษ โดยมีภาครัฐบาลให้การส่งเสริมและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่มีศักยภาพแล้ว ประเทศไทยยังเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของโลกเช่นกัน

“กลุ่มชิ้นส่วนผ่านการต่อสู้ที่ยาวไกล วันที่ประเทศไทยสามารถผลิตรถได้ถึง 1 ล้านคัน ถือเป็นความภูมิใจมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่มาล่าสุดนี้ประเทศไทยสามารถผลิตรถได้ถึง 2 ล้านคัน ยิ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าประเทศเกษตรกรรมในอดีตนั้นจะพัฒนามาสู่ประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมยานยนต์”

อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยจะสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการผลิตยานยนต์ 2 ล้านคันต่อปีให้แข็งแกร่งขึ้นนั้น ยังต้องมีอีกหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาบุคคลากรเข้าสู่ระบบรองรับการเติบโตในอนาคต “ สำหรับซัมมิทกรุ๊ปนั้นเร

าผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนา มาหลายด้าน ผ่านกระบวนการคิดและศึกษามาทุกรูปแบบ ทั้งด้านบริหารจัดการต้นทุน วัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยี ซึ่งถึงวันนี้เราใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาทในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนวคิดตรงนี้เกิดจากการที่เรามองว่า การสร้างแบรนด์ สร้างนวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการผลิตเพียงเพื่อป้อนโรงงานผลิตรถยนต์เราอาจส่งได้แค่ยี่ห้อเดียวหรือเพียงไม่กี่ยี่ก้อ แต่การสร้างนวัตกรรมให้ตัวเอง เราสามารถขยายธุรกิจไปทั่วโลกฉะนั้นเราจึงสร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนของเราขึ้น นั่นคือการคิดค้นและพัฒนาท่อไอเสีย และบานพับประตู ฐานะเราจึงเปลี่ยนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนโออีเอ็ม เราก้าวขึ้นเป็นขั้น โอดีเอ็ม ตรงนั้นค่ายรถก็ให้การสนับสนุนเราเช่นกัน ล่าสุดนี้เรากำลังมองถึงแผนการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่ของเรา ”

ดังนั้นระบบการวิจัยและพัฒนาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างให้อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยก้าวไกลระดับโลก หากไทยต้องการการแข่งขันในเวทีโลก การสร้างศูนย์ทบสอบชิ้นส่วนยานยนต์จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐควรให้การส่งเสริมโดยเร็วเพื่อให้ทันกับการก้าวสู่เป้าหมายการผลิตที่ 3 ล้านคันต่อปี

“ผมมองว่าประเทศไทยมีโอกาสก้าวถึงการ เป็นผู้ผลิตในอับดับท็อป 5 ด้านซ้ำ เพราะเรามีพื้นฐานที่เี ทั้งบุคลากร ต้นทุนวัตถุดิบ การส่งเสริมจากภาครัฐและเอกชนซึ่งหากเราร่วมกันผลักดันอย่างต่อเนื่อง ชิ้นส่วนไทยไปได้ไกลกว่านี้แน่”

เพื่อความยั่งยืนในเวทียานยนต์โลก การพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จึงเ็นสิ่งที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันเพื่อใช้โอกาสที่ดีในวันนี่ ต่อยอดสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

สมพงษ์ เผอิญโชค
กรรมการ
สมาคมผู้ผลิตช้ินส่วนยานยนต์ไทย


อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยนั้นมีทิศทางการเติบโตในรูปแบบเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก กล่าวคือ ในยุคบุกเบิกของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นนั้น ญี่ปุ่นได้เรียนรู้พื้นฐานจากผู้ผลิตยานยนต์อื่นในโลก จากนั้นได้พัฒนาจนมีศักยภาพเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลก เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีที่เรียนรู้จากผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่น รวมทั้งจีนเองก็ได้พัฒนาในรูปแบบเดียวกัน

“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนก็เริ่มจากจุดที่ไม่มีอะไร แต่มาวันนี้เค้าต่อยอดมาจนสามารถสร้างสเกลการผลิตมากกว่าปีละ 10 ล้านคัน สำหรับไทย ในช่วง 20-30 ปี แรกแรกเราเติบโตช้าเพราะขนาดของตลาดเราไม่ใหญ่ มีแค่หลักหมื่นไปสู่หลักแสนคัน แต่มาวันนี้เรามีตลาดในประเทศเพิ่มเป็นกว่า 1 ล้านคัน ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ทำได้”

เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวมาถึงจุดที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 2 ล้านคันในปี 2555 จากการที่บริษัทรถยนต์ทั่วโลกได้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกนั่นแสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนและบุคลากรยานยนต์ไทยนั้นมีศักยภาพเพียงใด ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนสู่เวทีโลกในอนาคตจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันเร่งสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ

“ เราไม่ได้มองแค่ 5 – 10 ปี แต่มองอนาคตที่ยาวไกลกว่า 50 ปี ฉะนั้นเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ เพราะยิ่งตลาดเปิดเสรีมากเท่าใด โอกาสเคลื่อนย้ายการลงทุนของผู้ผลิตเพิ่อมุ่งสู่ฐานผลิตต้นทุนต่ำก็มีความเป็นไปได้สูง นั่นเป็นเรื่องสำคัญในอนาคตระยะยาว การที่เราไม่มี รถยนต์แห่งชาตอเหมือนกับประเทศมาเลเซีย ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นแค่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แต่เราสามารถต่อยอดสู่การผลิตรถประเภทนิชมาร์เก็ต เพื่อป้อนตลาดในประเทศรวมทั้งส่งออกในภูมิภาคนี้ได้ โดยไม่กระทบต่อแบรนด์ของบริษัทที่มีอยู่ในตลาด แต่เป็นไปในแนวทางส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพื่อต่อยอดการพัฒนาให้ยานยนต์ไทยเข้มแข็ง และสามารถก้าวตามให้ทันกับเทคโนโลยียานยนต์โลก ”

ดังนั้นภาครัฐและเอกชนจึงควรร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ ด้วยการส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศไทยควบคู่กับการสร้างบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์ไทย พร้อมกันกับการเร่งสร้างแบรนด์ในแบบนิชโปรดักส์ รถเพื่อการเกษตร รวมทั้งรถเพื่อการใช้งานเฉพาะด้านอย่างรถดับเพลิง รถพยาบาล เป็นต้น

โดยภาครัฐจะมีบทบาทอย่างมากต่อก้าวที่สำคัญครั้งนี้ เพื่อรองรับอนาคตที่ยาวไกลในศตวรรษหน้า
 

THE FEDERATION OF THAI INDUSTRY | AUTOMOTIVE INDUSTRY CLUB.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110
Copyright © 2015 Automotive Industry Club. All rights reserved. Designed by Mountain Studio

รองรับการทำงานบน Internet Explorer v10+, Firefox, Safari, Chrome, Opera