ทิศทางสู่ความยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ยานยนต์ไทย สู่ความยั่งยืน 

จากประเด็นท้าท้ายดังที่ได้กล่าวข้างต้น อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องปรับตัวเข้าสู่สภาวะการแข่งขันของ Global supply chain ในระดับโลกที่เป็นการแข่งขันที่ไม่ใช่ เป็นเพียงการเป็นฐานการผลิตท่ีสําาคัญของโลกเท่านั้น หาก แต่ต้องมุ่งพัฒนาในเรื่องการทําาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สอดรับกับแนวโน้มของทางเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต และในขณะเดียวกันก็ต้องเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีมาตรฐานความปลอดภัย และประเด็นท้าทายสุดท้าย คือ เรื่องผลจากความตกลงประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ที่มีมั้งโอกาสและอุป สรรคของอตุสาหกรรม ยานยนต์ไทย โอกาสคือ ตลาดท่ีเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุปสรรค คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับด้านมาตรฐานมลพิษและความ ปลอดภัยสภาวะการแข่งขันกบับประเทศคู่แข่ง ในอาเซียนด้วย กันในการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ และการแข่งขันกับสินค้า ประเภทเดียวกันในตลาดเดียวกัน ดังนั้นการ กําาหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต จึงเป็นกลไกท่ีสําคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ความยั่งยืนในเวทีโลก
 
ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว จึงนําามาสู่การกําาหนด วิสัยทัศน์ ปี 2564 (2021) และยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติ การของแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ พ.ศ. 2555-2559 (2012-2016) ดังน้ี

วิสัยทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2564 (VISION 2021) 

วิสัยทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2564 (VISION 2021) เป็นการกําาหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ยานยนต์ที่ยกระดับจากความสําเร็จของการพัฒนาตาม แผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ พ.ศ. 2550-2554 ซึ่งได้ กําาหนดวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2554 (2011) คือ “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ในเอเชียสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มในประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีความแข็งแกร่ง ” โดยวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ตามแผน แม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ พ.ศ. 2555-2559 จะเน้นวิสัยทัศน์ใน 10 ปีข้างหน้า คือในปี 2564 (2021) การมุ่งเน้นการพัฒนายกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ยานยนต์ให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศจากระดับเอเชียสู่ระดับโลก ซึ่งมีความเป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม และมุ่งสร้างประโยชน์ให้ เกิดกับประเทศโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในซัพพลายเชน ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยวิสัยทัศน์ดังนี้
“ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์โลก พร้อม ด้วยห่วงโซ่อุปทานท่ีสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม” “Thailand is a global green automotive production basewith strong domestic supply chains which create high value added for the country”
Environmental friendly & International standard 

แผนยุทธศาสตร์ (Strategic Plan)
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาไปสู่วิสัยทัศน์ข้าง ต้นประกอบด้วยกลยุทธ์หลัก จาก 3 ความเป็นเลิศ และ 2 สิ่งแวดล้อมเพื่อการดําาเนินธุรกิจที่ดี คือ 3 Center of Excellences (COEs) + 2 Environments (ENVs) ดังนี้  COE-1: ความเป็นเลิศในด้านเทคโนโลยี การวิจัย และพัฒนา (Technology, R&D) เป็นแรงขับเคลื่อนด้านการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมุ่งสู่งานวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มเติมจากวิศวกรรมการผลิต โดยมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการยกระดับความสามารถการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยถ้าประเทศไทยไม่สามารถ วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีการ เปลี่ยนแปลงแล้วก็จะทําให้ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับเอเชียหรือในระดับโลกได้รวมถึงอาจสูญเสียการเป็นผู้นําในอาเซียนดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในประเทศไทย

เป้าประสงค์ของ COE-1 
มุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และงานวิจัยซึ่งเป็นแรงขับเคล่ือนในการยกระดับความ สามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีต้องสอดคล้องกับทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาคคือเทคโนโลยีรักโลกซึ่งจะต้องประกอบด้วยเทคโนโลยีสะอาดประหยัดปลอดภัย โดยสิ่งที่เป็นตัว ชี้วัดได้ระดับหนึ่งคือ ปริมาณ CO2 ลดลง และรถยนต์มี มาตรฐานความปลอดภัยที่มากข้ึน โดยตัวอย่างเทคโนโลยี เป้าหมาย มีดังต่อไปน้ี

Alternative and renewable energy
พลังงานทางเลือกเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นเนื่องจากแนวโน้มน้ําามันจากปิโตรเลียมจะหมดไปในไม่อีกกี่สิบปีข้างหน้ารวมถึงราคานับวันก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยพลังงานทางเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสนใจคือ Renewable Energy เช่น เอทานอล ไบโอดีเซล เป็นต้น โดยการพัฒนายานยนต์ นั้นควรให้สอดรับกับ แผนพัฒนาพลังงานทดแทน ของกระกรวงพลังงาน สำหรับรถยนตมีการพัฒนาให้ใช้พลังงานจากการ ขับเคลื่อนแบบอื่น อาทิ HEV, PHEV, รถไฟฟ้าและ Fuel Cell Vehicle นั้น เป็นแนวทางในอนาคตของโลก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ต้แงติดตามและพัฒนา เพราะจุดสำคัญคือ จุดคุ้มทุนเทียบกับเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิม ประสิทธิภาพการใช้งาน การกําาจัดซากของแบตเตอรี่

สําหรับประโยชน์ที่ได้รับจากพลังงานทดแทนนอกจากจะช่วยทดแทนการนําเข้าน้ําามันจาการปิโตรเลียม แล้ว ยังช่วย ในเรื่องความความมั่นคงพลังงาน และลดผลก ระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นการปล่อยสารมลพิษ รวมถึง CO2 ในปริมาณที่น้อยลง ดังนั้นการวิจัยเพ่ือต่อยอดในเรื่อง การสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานทดแทนจึงมีความจำเป็น

Light weight vehicle
ยานยนต์มีแนวโน้มที่ใช้วัสดุในการผลิจชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบามากขึ้นเนื่องจากเมื่อรถมีน้ำหนักเบา จะทําให้แรงกดของรถที่กระทำกับพื้นถนนลดลงลดลง ทำให้สามารถลดแรงฉุด ลากจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ส่งผลให้ใช้การบริโภคพลังงานเชื้อเพลิงลดลง ขณะที่สมรรถนะของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น การลดน้ำหนักโดยการเปลี่ยนวัสดุที่เบาขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการยานยนต์ โดยข้อสำคัญของการใช้วัสดุที่มีนํา้าหนักเบาคือ ความปลอดภัยรวมถึงเรื่องระยะ เวลาการใช้งาน โดยตัวอย่างของเทคโนโลยีท่ีทําาให้น้ำหนัก เบาขึ้นคือ นาโนเทคโนโลยี

Vehicle safety
แนวโน้มการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุยานยนต์มีแนว โน้มมากขึ้นเรื่อยๆส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณรถที่มี ปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการผลิตรถยนต์พร้อมกับ การมีมาตรฐานความปลอดภัยท่ีดีจึงมีความจําเป็น สําาหรับ เทคโนโลยีความปลอดภัยด้านยานยนต์และช้ินส่วนน้ันแบ่ง ออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) เทคโนโลยีด้าน Active Safety ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ระบบห้ามล้อ (Brake) กระจกมองหลัง (Rear View Mirror) หรือ เสียงสัญญาณ (Audible Warning) เป็นต้น 2) เทคโนโลยี ด้าน Passive Safety ซ่ึงเป็นอุปกรณ์ที่ปกป้องผู้โดยสารหลัง จากเกิดการชนแล้ว เช่น ความปลอดภัยจากการชน (Crash Test) ถุงลมนิรภัย (Airbag) หรือเข็มขัดนิรภัย (Safety Belt) เป็นต้น 3) ITS Technology (Intelligent Transportation System) ซึ่งเป็นเสมือนผู้ช่วยในการขับขี่ให้มีความปลอดภัย ยิ่งข้ึน

การสร้างยานยนต์ท่ีมีความปลอดภัยน้ัน พื้นฐาน แล้วก็จะต้องเป็นตามมาตรฐานท่ีกําาหนดโดยคําานึงถึงแนว โน้มของโลกอาทิ UN ECE รวมถึงการทําา ASEAN MRA ในปี พ.ศ. 2558 นั้นก็จะใช้UN ECE เป็นมาตรฐานกลาง โดยการ สร้าง ศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนาจึงเป็นการตอบโจทก์ของการพัฒนายานยนต์และชิ้นส่วนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยการทําามาตรฐานความปลอดภัยนั้นควรพิจารณาในรถทุกกลุ่ม ทุกประเภททั้งจักรยานยนต์ รถยนต์ รถปิคอัพ รถบรรทุกขนาดใหญ่และรถบัสรวมถึงรถเฉพาะทางอื่นๆ

Advanced production technology
ด้วยการผลิตปริมาณที่สูงขึ้น ชิ้นส่วนมีความซับซ้อนและยากมากขึ้นมากขึ้น รวมถึงเพื่อสอบรับกับชิ้นส่วนที่นับวันจะมีความละเอียดตลอดจนมีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้มากขึ้น ทำให้มีการใช้ Advance production technology มาช่วยในการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการส่งเสริมการ ใช้ Advance production technology จึงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้มีขีดความสามารถเป้นผู้นำในอาเซียนและระดับโลกต่อไป

COE-2: ความเป็นเลิศในด้านการพัฒนาบุคลากร (Human Resources Development) 
เป็น แรงขับเคลื่อนด้านการยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันจากการยกระดับฝีมือ แรงงานสู่การมรแรงงานที่มีทักษะฝีมือแรงงานระดับสูง และวิศวกร ตลอดจนบุคลากร ในด้านบริหารจัดการที่มีความสามารถให้กับอุตสาหกรรม ยานยนต์ ซึ่งจําเป็นต้องเตรียมรองรับตามอัตราการขยายตัว ที่คาดว่าจะมีการผลิตยานยนต์ถึง 3 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2558 และเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก ดัง นั้น ภายใต้กลยุทธ์ COE-2 นี้ จงึ ประกอบด้วยแผนกลยุทธ์ ที่สามารถพัฒนาความสามารถของบุคลากรในอุตสาหกรรม ยานยนต์ทั้งระบบ ตั้งแต่ การบูรณาการระบบการพัฒนา บุคลากร เกี่ยวกับการวางหลักสูตรและระบบการศึกษา การ พัฒนาฝึกอบรมแรงงานฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ ไปจนถึง การการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร ทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศ ที่สอดคล้องกับแนว โน้มการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

เป้าประสงค์ของ COE-2 
ยกระดับความสามารถของบุคลากรในระดับแรงงานมีฝีมือ ระดบับหัวหน้างาน ระดับวิศ วกรทดสอบและวิจับพัฒนาตลอดจนผู้บริหาร ให้มีคว่มรู้ความเข้าใจ เพิ่มสูงขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลิตภาพมากขึ้น โดยมีการพัฒนาบุคลากรแบบครบวงจรในทุกระดับ ดังนี้
-  พัฒนาระบบการพัฒนาบุคลากรยานยนต์เชิงบูรณาการ (Integrated AHRD System Development)
-  ยกระดับความสามารถของบุคลากรในทุกระดับ (Capability upgrading)
-  การสร้างพันธมิตรการพัฒนาบุคลากรยานยนต์ (AHRD Alliance)

ปัจจุบันนี้มีแรงงานในภาคอุตสาห-กรรมยานยนต์ เพียง 7 แสนคน แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวร้อยละ 15-20 แต่ ก็ยังขาดแคลนแรงงานอีกกว่า 2 แสนคน และเพื่อรองรับการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทําาให้ ต้องมีการปรับโครงสร้างแรงงานใหม่ โดยนําาเทคโนโลยีเข้า มาทดแทนแรงงานระดับล่าง พร้อมยกระดับแรงงานไทยให้ มีทักษะสูงขึ้นแทน จากนโยบายน้ีจึงนําไปสู่การจัดทํายุทธศาสตร์ การพัฒนากําาลังแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และช้ิน ส่วนอะไหล่ยานยนต์ในระยะ 10 ปี (พ.ศ.2556-2563) โดยภาครัฐได้ร่วมกับภาคเอกชนผ่านทางสภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทยเพื่อเร่งดำเนินการ ซึ่งประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ หลักได้แก่
1. ผลิตและพัฒนากำลังแรงงานให้มีสมรรถนะในระดับมาตรฐานสากล
2. พัฒนาเครือข่ายเพื่อบูรณาการการผลิตและการ พัฒนากําาลังแรงงานให้เพียงพอทั้งเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพ
3. พัฒนามาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงานและ มาตรฐานสมรรถนะ
4. พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเช่ือมต่อตลาดแรงงาน และความต้องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน
5. พัฒนาระบบกําลังคนเพื่อรองรับ AEC และรองรับ การแข่งขันในเวทีโลก

COE-3: เสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ (Entrepreneur Strength Enhancement) 
เป็นแรงขับเคลื่อนด้านการยกระดับความสามารถในการแข่งขันจากการมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีประสบการณ์ในการผลิตชิ้นส่วนบายยนต์มายาวนาน หากแต่แนวโน้มเทคโนโลยียานยนต์ยานยนต์ในอนาคตและสภาวะการแข่งขันทางการค้าโลกที่มีระดับมาตรฐานและ อุปสรรคทางการค้าที่มีใิช่ภาษีสูงขึ้น ดังนั้น จึงตั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศของกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาประสิทธิภาะและผลิตภาพในการบริหารการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่สะอาดเป้นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการเชื่อมโรงเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ที่มีเอกภาพในการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันร่วมกันสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เป้าประสงค์ของ COE-3 
การบริหารจัดการกระบวนการผลิตของผู้ประกอบ การในอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นปัจจัยสําาคัญหนึ่งต่อการ ตัดสินใจจัดหาช้ินส่วน และส่งผลต่อการขยายกําาลังการ ผลิตในฐานการผลิตเดิมหรือจะเคล่ือนย้ายการลงทุนไป ยังประเทศอื่น ซึ่งในยุคการค้าเปิดเสรีและเทคโนโลยีการ ส่ือสารที่ทันสมัยปัจจุบันทําาให้แนวโน้มการจัดหาชิ้นส่วน ปรับเข้าสู่ลักษณะ Global sourcing และเป็นแบบ Module มากขึ้น ดังน้ันเพื่อให้ประเทศไทยรักษาฐานการผลิตให้คง อยู่ได้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างรุนแรง เพ่ือให้มีขีด ความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมกับคู่ค้าโลก โดยต้องมีกระบวนการผลิตท่ีมีผลิตภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดห่วงโซ่อุปทานที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้า และสังคม

ENV-1: การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีด้วยปัจจัย โครงสร้างพิ้นฐาน (Infrastructure) จากแผนยุทธศาสตร์ COE-1 COE-2 และ COE-3 
เป็นแรงขับเคลื่อนในด้านการวิจัยพัฒนา (R&D) การยกระดับความสามารถของบุค ลากรและการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศของกระบวนการผลิตอย่างย่ังยืน ดังนั้นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีด้วยปัจจัยโครงสร้างพื้ฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการมีศูนย์ทดสอบและการวิจัยพัฒนายานยนต์ และศูนย์สารสนเทศยานยนต์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ COE-1 COE-2 และ COE-3 จึงเป็นบทบาทสำคัญของภาครัฐที่ต้องผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ENV-1 นี้

เป้าประสงค์ของ ENV-1
ด้วยเป้าหมายของแผนแม่บทฯ น้ีมุ่งสู่การเป็น ฐานการผลิตยานยนต์รักษ์โลกที่สําาคัญของโลก ดังนั้น การ พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียานยนต์ของโลก นั้น หัวใจสําคัญ คือ ความสามารถในการทำวิจัยและพัฒนา ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยียาน ยนต์ในอนาคต และการมีข้อมูลที่สําคัญต่อการวิเคราะห์ แนวโน้ม และศักยภาพของผู้ผลิตยานยนต์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ช่องว่างระหว่าง อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเทียบกับประเทศคู่แข่ง และข้อมูลนโยบายการพัฒนาของประเทศคู่แข่ง ข้อมูลทั้ง ในด้านอุปสงค์และอุปทานท่ีสําาคัญต่อการวิเคราะห์เพื่อการ ปรับเปล่ียนยุทธศาสตร์ในการพัฒนา จึงเป็นส่ิงสําคัญที่ต้อง ดําาเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ของ ENV-1 นี้ โดยอาศัยกลไก การสนับสนุนจากภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชน และมีความ ต้องการจากภาคเอกชนเป็น ปัจจัยสนับสนุนในการดำเนินการ

ENV-2: การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีด้วยกฎระเบียบนโยบายภาครัฐ (Policy Integration)
เป็นแรงขับเคลื่อนในด้านการสร้างความได้เปรียบ โดยเปรียบเทียบในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมยานยนต์ และการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สําคัญของโลก ด้วยกฎระเบียบนโยบายและมาตรการ ของภาครัฐที่เอื้ออำนวย ตลอดจนการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและการสนับสนุนการสร้าง ตราสินค้าของไทยให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกในด้านคุณภาพ และมาตรฐานสากล

เป้าประสงค์ของ ENV-2 
จาก ENV-1 ที่เน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีด้วย ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานด้วยการมีศูนย์ทดสอบและการวิจัย พัฒนายานยนต์ และศูนย์สารสนเทศยานยนต์ ใน ENV-2 นี้ จึงเน้นท่ีการสร้างสภาวะแวดล้อมท่ีดีด้วยการปรับปรุงและ กําาหนดกฎระเบียบ นโยบาย และมาตรการสนับสนุนของ ภาครัฐให้เอื้ออําานวยต่อการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเพื่อมุ่งสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไทยเพื่อมุ่งสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของโลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และมีมาตรฐานสากล

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร 
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ( AIC ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3 ล้านคัน :โอกาสทท่ีท้าทายในอนาคต 


แม้พิบัติภัยสึนามิท่ีประเทศญี่ปุ่น และมหาอุทกภัย ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมาจะส่งผล ให้ยอดการผลิตรถยนต์หายไปจากระบบประมาณ 3.5 แสน คัน ส่งผลให้เป้าหมายการผลิต 2 ล้านคันในประเทศไทย ต้องล่าช้าออกไปก็ตาม แต่การขยายตัวในระดับท่ีสูงมาก ทั้งภาคการผลิตและการจําาหน่ายของยานยนต์ทั้งระบบท่ี เกิดขึ้นในปี 2555 นี้ก็ส่งผลให้การผลิตรถยนต์ก้าวสู่ตัวเลข มากกว่า 2.2 ล้านคันซึ่งกว่าท่ีประเทศไทยจะก้าวสู่การผลิตมากว่า 2 ล้านคันได้ ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนสําาคัญจากทั้งภาครัฐและ เอกชนมากว่า 5 ทศวรรษ

โอกาสท่ีท้าทายในอนาคต คืออุตสาหกรรมยานยนต์ต้ังเป้าหมายผลิตรถยนต์ในปี 2560 จําานวน 3 ล้านคัน เพื่อป้อนตลาดท้ังเอเชียแปซิฟิกและท่ัวโลก และเป็นไปได้สูงว่า โอกาสที่ไทยจะเป็นผู้ส่ง ออกแทนประเทศอื่น ๆในโลกมีสูงมากเช่นกัน เนื่องจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ ซึ่งหมายรวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ และนั่น คือก้าวต่อไปท่ีสร้างความย่ังยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยให้แข็งแกร่งในเวทีโลกได้อีกยาวไกล

ปัจจัยบวกภายในประเทศอีกประการ ที่ส่งผลให้ประชากรมีความต้องการใช้รถยนตเ์พิ่มขึ้น คือ การเติบ โตทางเศรษฐกิจ และการที่รัฐบาลได้เตรียมแผนลงทุนุโครงสร้างพื้น ฐานทําให้ประชาชนย้ายออกไปอยู่นอกเมือง การใช้รถยนต์ เพื่อการเดินทางจึงเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของพืชผลทางการ เกษตร และอานิสงส์จากนโยบายรัฐบาลระยะส้ัน เช่น นโยบายรถคันแรก เป็นต้น โดยยอดผลิตดังกล่าวจะทําาให้ การครอบครองรถของคนไทยอยู่ที่5-6คนต่อคัน จากปัจจุบัน 7-8 คนต่อคัน น้อยกว่าญี่ปุ่นที่เฉลี่ย 2 คนต่อคัน

“ปี 2555 นี้เราผลิตรถได้มากกว่า 2 ล้านคัน อีก 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าจะได้เพิ่มอีก 1 ล้านคัน เป็นแผนที่เร็วกว่า การผลิตเมื่อปี 2548 ที่ได้ 1 ล้านคัน และใช้เวลา 7 ปี จึงได้ 2 ล้านคันเพราะที่ผ่านมาผู้ผลิตเผชิญทั้งเหตุุการณ์สึนามิ น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 และวิกฤตด้านอื่นๆ “

จากปัจจัยบวกดังกล่าวไทยควรใช้โอกาสท่ีเอเชียมี เศรษฐกิจขยายตัวเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปที่เศรษฐกิจค่อนข้างนิ่ง ย่ิงไปกว่านั้นการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ยังทําาให้ตลาดมีโอกาสมากขึ้นด้วย ซึ่ง AEC ถือเป็น อีกปัจจัยในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทย ก้าวต่อไปในเวที โลกได้อย่างยั่งยืน
 
เพียงใจ แก้วสุวรรณ 
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ( TAIA ) Top 10 โลก : บทบาทที่ท้าทายของ TAIA 

ประเทศไทยวางเป้าหมายของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยสู่การเป็น 1 ใน 10 ของผู้ผลิตยานยนต์โลก เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ประเทศไทยเรากําาลังก้าวสู่หลัก ชัยของเป้าหมายนั้น จากการรายงานของ OICA ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 นี้ปรากฏว่าตัวเลขการผลิตรถยนต์ของ ไทยขึ้นสู่อันดับ 10 ของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากใน ปีนี้ยานยนต์ไทยมีอัตราการขยายตัวสูงมากท้ังจากภาคการ ผลิตและการจําาหน่าย ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ได้ส่งผลให้เกิดการชะลอตัว จนเป็นผลให้ประเทศผู้ผลิตยานยนต์ในยุโรปลดกําาลังการผลิตลง สุดท้ายประเทศไทยจึงก้าว สู่อันดับที่ดีขึ้น

แม้จะเป็นการรายงานสถานการณ์เบื้องต้น แต่เป็น ไปได้สูงว่า ในช่วงปี 2555 น้ีไทยมีโอกาสที่จะรักษาตําาแหน่ง ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลกไว้ได้ “การร้ังตําาแหน่งท็อปเทนโลกของไทยในปีนี้ แม้จะเป็นช่วงสั้น แต่ส่ิงที่เกิดขึ้นน้ีจะปรากฏต่อสายตานัก ลงทุนโลก และเป็นบทพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีศักยภาพเพียงใดหมายถึงโอกาสท่ีมากขึ้นในอนาคตทั้งในด้านการลงทุนที่จะมีมากขึ้นและการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ช่วงที่ผ่านมาการขยายกําลังการผลิตของยานยนต์ไทย มีสูงมากท้ังจากโปรดักส์แชมเปี้ยนที่เข้มแข็งคือ ปิกอัพ และ อีโคคาร์ ที่ประสบความสําาเร็จตามท่ีภาครัฐและเอกชนได้ต้ังเป้าหมายไว้ ซึ่งจะยังมีโอกาสในการเพิ่มศักยภาพให้ย านยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องได้อีก 8 ปีข้างหน้า เมื่อรวมมูลค่าการลงทุนท้ัง จากบริษัทรถยนต์และกลุ่มชิ้นส่วนอาจกล่าวได้ว่าโครงการอีโคคาร์จะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบการลงทุนของประเทศถึง 2 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามการเติบโตของยานยนต์ไทยยังมีปัจจัยอื่นคือ การเชื่อมโยงกับเขตการค้าเสรีต่างๆ อาทิ AFTA และ JETEPA ก็เป็นอีกส่วนที่ TAIA จะต้องเร่งหารือในกรอบและ เง่ือนไขต่างๆ ทางด้านยานยนต์เพ่ือสร้างความชัดเจนและ แนวทางร่วมกัน อันจะนําามาซึ่งศักยภาพของยานยนต์ไทย และอาเซียนทั้งระบบ
ทั้งหมดนี้ถือเป็นหนึ่งในบทบาทของ TAIA ที่จะ ต้องขับเคลื่อนให้ยานยนต์ไทยบรรลุเป้าหมายท่ีท้าทายยิ่ง ข้ึน ซึ่งจะต้องทําาควบคู่กันไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้ยานยนต์ไทยทั้งระบบ ซึ่งหมายรวมถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วน และในภาคของการเพ่ิมขีดความสามารถของบุคคลากรและ ปริมาณความต้องการของบุคคลากรท่ีจะมีเพิ่มขึ้นมาก ใน ช่วงท่ีการผลิตรวมรถยนต์ของไทยอยู่ที่ระดับ 3 ล้านคันใน อนาคตอันใกล้นี้

อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ 
นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ไทย (TAPMA)


ภาพรวมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยนั้น ถือว่า มีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน เน่ืองจากยานยนต์มีการพัฒนา อุตสาหกรรมสาขาน้ีมายาวนานกว่า 50 ปีอย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมนี้ ประเทศไทยจําาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหา หามาตรการเร่งด่วนเพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้ังแต่ระดับ SMEs ข้ึนไปสามารถสร้าง นวัตกรรมของตนเองได้ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเพ่ือผลิต ช้ินงานตนเอง นั่นหมายถึงว่าภาครัฐต้องช่วยส่งเสริมและ สนับสนุนเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหลายหน่วยงาน ให้การสนับสนุนอยู่แล้ว เช่น สถาบันยานยนต์ และ สวทช. และอีกหลายหน่วยงาน แต่นั่นยังไม่ครอบคลุม

หากมองที่ขีด ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนฯไทยถูกมองว่า แข็งแกร่งมากท่ีสุดในอาเซียน โดยมีผู้ประกอบการท้ัง tier1, tier2,tier3 ประมาณ 2,500 ราย แต่ในข้อเท็จจริงผู้ประกอบ ช้ินส่วนฯซ่ึงกําาลังเผชิญกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ต้นทุน ค่าแรง ต้นทุน ค่าวัตถุดิบ ต้นทุนค่าขนส่งและพลังงาน จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลอย่างมากต่ออความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs)

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานช่างฝีมือ ซึ่งการก้าวสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนจะทําาให้ได้รับแรงงานทั้งมีฝีมือและไร้ฝีมือ มาช่วยมากขึ้น แต่แรงงงานไทยบางสว่ นอาจออกไปทําางานใน ต่างประเทศท่ีมีผลตอบแทนดีกว่า ในปี 2558 ยานยนต์ไทยตั้งเป้าหมายการผลิตท่ี 2.5 ล้านคัน ซึ่งจะต้องใช้แรงงานใน ภาพรวมทั้งหมดประมาณเกือบ 6 แสนคน แต่ในขณะนี้ไทยมีแรงงานเพียง 4.57-5 แสนคน จึงต้องใช้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตให้เพ่ิมมากขึ้น และลดการใช้แรงงานไร้ฝีมือ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ การร่วมกับสถาบันการศึกษาจัดระบบทวิภาค-โรงงานโรงเรียนโดยผ่านสภาอุตสาหกรรมและสมาคมผู้ผลิตช้ินส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) เพื่อป้อนแรงงานมีทักษะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม อันจะเป็นการแก้ ปัญหาและเร่งสร้างแรงงานสู่ภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วน

นอกจากนี้ การให้บริการ การทดสอบช้ินส่วนยาน ยนต์ควรจะสอดรับกับทิศทางเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียานยนต์ด้วยล่าสุดนั้น ทางสมาคมฯ ได้นําเสนอภาครัฐให้มีการ ผลักดันโครงการศุนย์ทดสอบชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ้งภาครัฐได้ ตอบรับเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันใน เวทีโลก ซึ่งไม่เพียงรองรับ AEC แต่เพื่อรองรับแผนการผลิต ยานยนต์ไทยท่ีจะปรับระดับข้ึนมากกว่า 3 ล้านคันต่อปี ใน ช่วงปี 2563 นี้ ภายใต้การเปิดเสรีเต็มรูปแบบของประชาคม อาเซียนนั้นไทยจะต้องเพิ่มศักยภาพของ ผู้ผลิตชิ้นส่วนให้เข้มแข็งขึ้นเพราะหลายประเทศในอาเซียนก็เริ่มดำเนิน นโยบาย ด้านนี้มากขึ้นเช่นกัน อาทิ อินโดนีเซียซึ่งเป็นคู่แข่งสําคัญ ขณะที่การเริ่มเปิดประเทศของพม่าก็ส่งผลให้กลุ่มทุนชิ้นส่วนรายใหญ่จาก ญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทยก่อนหน้านี้ ต่างเริ่ม ปรับแผนและเตรียมใช้พม่าเป็นแหล่งในการผลิตชิ้นส่วนที่ ไม่เน้น เทคโนโลยีมากนักเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดังนั้นไทย จึงต้องปรับกระบวนมาเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่เน้นเทคโนโลยี และเน้นการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย

ยงเกียรติ กิตะพาณิชย์ 
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมช้ินส่วนยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( APIC )


อุตสาหกรรมช้ินส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ภายหลังการเปิด AEC นอกจากจะมีโอกาสเกิดขึ้น อย่า งมากจากตลาด ขนาดใหญ่ท่ีจะเกิดข้ึน ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตรถยนต์ขายในประเทศ สัดส่วนร้อยละ 50 และ ส่งออกร้อยละ 50 ซึ่งหาก เปิด AEC ที่จะมีจําานวนประชากรเพ่ิมขึ้นเป็น 600 ล้านคน อาจส่งผลให้ความต้องการรถยนต์ในตลาดเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงที่โอกาสส่งออกอาจลดลง จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นดังนั้นผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องปรับตัว และเผ้าระวังศักยภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพสินค้าสดต้นทุนการผลิต รวมท้ังหา ตลาดส่งออกใหม่

นอก จากนี้ แนวโน้มยานยนต์ในอนาคตยังต้องมุ่ง เน้นการผลิตชิ้นส่วน ท่ีคําานึงถึงการใช้พลังงานทดแทน ที่จะ เพิ่มข้ึนและช้ินส่วนจะต้องมีน้ําหนักเบาลง เพื่อการประหยัดพลังงานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ปัจจุบัน มีแรงงานอยู่กว่า 500,000 คน ขณะท่ียอดการผลิต รถยนต์ มีแนวโน้มสูงข้ึนจากปัจจุบันที่ผลิตได้ 2,300,000 คัน จะเพ่ิมขึ้นเป็น 3,000,000 ในอีก 2 - 3 ปี ข้างหน้า ดังน้ัน ในอนาคตจะขาดแรงงาน 200,000 คน ซึ่งต้องการให้ภาค รัฐตระหนักถึงปัญหาแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเร่ง ปรับหลักสูตรด้าน ปวช. และ ปวส. เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวในอนาคต

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นหนึ่งใน อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติท่ีสร้างรายได้หลักให้กับ ประเทศอย่างมหาศาล หัวใจของอุตสาหกรรมยานยนต์คือ อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน ความแข็งแกร่งของช้ินส่วน ยานยนต์ไทยเป็นอีกแรงที่ดึงดูดให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตใหญ่ท่ีสุดในอาเซียน ดังนั้นการจะสร้างความ ยั่งยืนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ก็หมายถึงต้องร่วมกันเพ่ิม ขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมช้ินส่วนยานยนต์ไทยด้วย เช่นกัน

สู่เป้าหมาย 3 ล้านคัน 

เป้าหมายที่ท้าทายต่อไปของประเทศไทยคือ การผลิตรถยนต์ในปี 2560 จําานวน 3 ล้านคัน ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ประเภทของรถยนต์ที่มีแนวโน้มขยายตัวในตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว คือ รถยนต์ขนาดเล็กท่ีประหยัดน้ำมัน สําหรับทิศทางของอุตสาหกรรม รถยนต์ในอนาคตน้ัน มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจาก Internal Combustion Engine ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (MotorDriven)เช่นรถยนต์ FuelCell,ElectricVehicle และ Plug-in Hybrid

จากแผนแม่บทในระยะ 20 ปีของกระทรวง อุตสาหกรรม ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ของภาครัฐ ยังคงยึดปรัชญา “International Car Policy” และวิสัยทัศน์ในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่ สําคัญของโลก ดังนั้น เพื่อรองรับสถานการณ์ของยานยนต์ โลกท่ีเปลี่ยนแปลงไป รวมท้ัง เพื่อเตรียมความพร้อมสําาหรับ ทิศทางยานยนต์ในอนาคต จึงเสนอประเด็นยุทธศาสตร์เพื่อ การพัฒนาใน 3 ช่วงเวลา ดังนี้
- การสร้างโอกาสในช่วงวิกฤต เปิดรองรับการปรับโครงข่ายการผลิตยานยนต์โลก ส่งเสริมการใช้กําลังการผลิตส่วนเกิน และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ท่ียังไม่มีผลิตในประเทศไทย
- การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดรับสถานการณ์หลัง วิกฤต
- การพัฒนารถปิกอัพและอนุพันธ์ เช่น เพิ่ม Efficiency
- การผลิตชิ้นส่วนด้าน Efficiency, Ecology และ Safety
- การกําหนดเส้นทางเดินของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยสู่อนาคต
- การพัฒนารถยนต์จาก “Internal Combustion Engine” ไปสู่ “Motor Driven”
- การพัฒนาพลังงานที่ใช้ในรถยนต์ ได้แก่ รถยนต์ ท่ีประจําาการอยู่ในปัจจุบัน (เช่น BTL) และรถยนต์ Motor Driven ในอนาคต (เช่น ไฟฟ้า) จากเอกชนสู่การขับเคลื่อนของภาครัฐ

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( AIC ) 


นำเสนอ มุมมองของภาคเอกชนสู่การขับเคล่ือนของภาครัฐว่า จาก นโยบายของภาครัฐตลอดช่วงท่ีผ่านมากว่า 5 ทศวรรษ ได้ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายที่ท้าทายคือ การผลิตรถยนต์ในปี 2560 จําานวน 3 ล้านคัน

ทั้งนี้หากประเมินแนวโน้มจากปัจจัยด้านต่างๆ ทั้ง ภาคการผลิตยานยนต์ที่เพิ่มสูงข้ึนอย่างต่อเน่ือง และทิศทาง การขยายตัวของตลาดท่ีคาดว่าจะเกิดข้ึนโดยเฉล่ียปีละประมาณ 10% จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีโอกาสบรรลุเป้าหมาย 3 ล้านคันได้เร็วกว่าเป้า หมายท่ีกําาหนดโดยปัจจัยท่ีเป็นแรงขับเคลื่อนที่สําาคัญมาจากหลาย ประการ เริ่มจากประการแรกคือ อัตราส่วนการถือครองรถ ของคนไทยมีโอกาสขยายตัวสูงขึ้น ประการท่ี 2 คือ ภาค เกษตรกรรมของประเทศมีแนวโน้มขยายตัวข้ึนเช่นกัน จาก นโยบายรัฐท่ีส่งเสริมการผลิตพืชอาหารและเศรษฐกิจ อัน ได้แก่ ปาล์มน้ําามัน ยางพารา ซึ่งเม่ือภาคการเกษตรได้ ผลผลิตดีก็จะส่งผลให้การการขนส่งมากย่ิงขึ้น ก่อให้เกิด ระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งกำลังซื้อในภาคประชาชนส่งผลถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในท่ีสุด

ประการต่อมาคือด้านการเมืองที่มีเสถียรภาพมากข้ึน และส่งต่อไปยังการเลือกต้ังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี ประการท่ี 4 คือ การขยายตัวของตลาดส่งออกที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกยานยนต์จากประเทศไทยถึง 50% ทั้งนี้แม้ว่าประเทศอินโดนีเซียจะเพิ่มการผลิตรถยนต์มากขึ้นในอนาคตแต่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากจําานวนประชากรที่มีมากถึงกว่า 200 ล้านคน ดังนั้นโอกาสการส่งออกของไทยจึงมีอีกมาก เช่นเดียว กับตลาดในภูมิภาคอื่น เช่นกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ที่มีความต้องการนําาเข้ารถยนต์จากไทยสูงขึ้นทุกปี รวมถึง ตะวันออกกลาง และยุโรปที่จะกลับมามีเศรษฐกิจเข้มแข็ง ในอนาคต ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นกับภาคการส่งออกยานยนต์ของไทย

ประการที่ 5 คือการที่บริษัทยานยนต์และชิ้นส่วน ได้ส่งสัญญาณลงทุนในประเทศมากขึ้นในอนาคต จากการท่ี ประเทศไทยมีศักยภาพสูง

ประการที่ 6 ความร่วมมือของประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งจะมี ผลในปี 2558 นั้นได้ส่งผลให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนโครงการ ด้านสาธารณูปโภค เพ่ือเชื่อมโยงโครงข่ายระบบขนส่งและ เสริมศักยภาพในอาเซียน ได้แก่ โครงการพัฒนาทางหลวง อาเซียน (UNESCAP) กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุ ภูมิภาคลุ่มแม่น้ําาโขง (GMS) จากการช่วยเหลือของธนาคาร พัฒนาอาเซียน ข้อตกลงทางการค้าระดับทวิภาคี พหุภาคี และโครงการริเริ่มใหม่ ๆ ยุทธศาสตร์การขนส่ง การรวมโครงข่ายโลจิสติกส์ โดยใช้โครงสร้างพ้ืนฐานในปัจจุบัน ให้เต็มประสิทธิภาพ เร่งพัฒนาระบบการขนส่งต่อเน่ืองหลาย รูปแบบ และเชื่อมโยงเส้นทาง การขนส่งกับประเทศเพื่อน บ้าน ทั้งในอาเซียนเองและเชื่อมต่อสู่ตอนเหนือคือประเทศ จีน สู่ฝั่งตะวันออกคือเวียดนาม การจัดการเพ่ือประหยัด พลังงานโดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง และลดค่าใช้จ่าย ในการขนส่ง เปิดช่องทางการค้า การลงทุนใหม่โดยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกด้านชายฝั่งตะวันตกของไทยและขยายเส้นทางการขนส่ง เช่ือมระหว่างท่าเรือกับโครงข่ายการขนส่งหลักของประเทศซึ่งมีโอกาสเชื่อมโยงถึงเอเชียตอนใต้อย่างอินเดีย ปากีสถาน จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางโครงข่ายน้ี จะส่งผล ให้ระบบเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนเข้มแข็งขึ้น ผลที่เกิด ตามมาคือกําาลังซื้อในภาคประชาชนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ปัจจัยบวกมายนั้น ความต่อ เน่ืองของนโยบายรัฐและมาตรการรองรับในอนาคตล้วนเป็น ส่ิงสําคัญต่อการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต ดังน้ันกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงได้เสนอแนวทางเพื่อร่วมทร้างความยั่งยืนให้ยานยนต์ไทยในอนาคต และมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตยานยนต์ 3 ล้านคัน ตามแนวทางต่างๆ ดังน้ี

- เสนอให้มีการจัดต้ังคณะกรรมการพัฒนา อุตสาหกรรมยานยนต์ให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนายก รัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีท่ีเก่ียวข้องโดยตรงคือกระทรวง อุตสาหกรรมเป็นประธาน เพื่อร่วมกันกําาหนดทิศทางของยานยนต์ไทยและ ปรับแก้ไขกฎหมาย หรือข้อกําาหนดต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสอดรับกับทิศทางยานยนต์ โลก เนื่อจากที่ผ่านมา เกิดปัญหาด้านนโยบายของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลังที่ยังไม่ได้สอดประสานในทิศทางเดียวกันมากนัก อีกทั้งยังขาดความต่อเนื่องในบางจุด หากทุกภาคส่วนได้มีการหารือร่วมกันจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ของประเทศที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

-  เสนอให้มีการปรับแก้กฎระเบียบเดิมของพระราช บัญญัติขนส่งทางบก ให้สอดรับกับเทคโนโลยียานยนต์ที่มี การพัฒนามากขึ้น อาทิ การกําาหนดนํา้าหนักรถเปล่าของรถ ปิกอัพที่เดิมกําาหนดไว้เพียง 1600 กิโลกรัม
           
- เสนอให้มีการเร่งสร้างศูนย์ทดสอบานยนต์ รองรับ การเติบโตและเพ่ือเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่าบริษัทยาน ยนต์และช้ินส่วนจะมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาไป บ้างแล้ว แต่ยังมีอีกหลายบริษัทท่ีไม่สามารถดําาเนินการดัง กล่าวได้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาดส่งออกและการพัฒนาของยานยนต์ไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบมีต้นทุนที่สูงข้ึน จากการท่ีต้องส่งโปรดักส์ไปทดสอบท่ีบริษัทแม่ และศูนย์ทดสอบอื่นๆ ในต่างประเทศ รวมทั้งยากแก่การสร้างและกำหนดมาตรฐานต่างๆ ขณะที่หลายโปดักส์ท่ีผลิตในประเทศไทยน้ัน ไม่มีสเป็กอ้างอิงจากบริษัทแม่ เน่ืองจากหลสยบริษัทมี การพัฒนาและดัดแปลงรถยนต์รุ่นพิเศษในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการขยายธุรกิจและการลงทุนในอนาคต
- เสนอให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โรงถลุงเหล็ก ซึ่งเป้นปัจจัยหลักในด้านต้นทุนการผลิตที่สำคัญ เพราะท่ีผ่านมา ประเทศไทยต้องนําเข้าเหล็ก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในปริมาณท่ีสูงมาก

- เสนอให้มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านแรงงานท่ีเป็นรูปธรรม ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

- เสนอให้รัฐพิจารณาด้านโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อ ระบบการค้าเสรีและเป็นธรรม รองรับการเติบโตของ อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต เช่นกรณีร่างพิจารณา โครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่คิดจากการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้อยู่ภายใต้เง่ือนไขระยะเวลา ดําาเนินการท่ีเหมาะสม เพ่ือให้ผู้ประกอบการสามารถปรับ ตัวได้ทัน เช่นให้เวลาแก่ภาคเอกชน 5 ปี ซ่ึงหากเปรียบเทียบ กับต่างประเทศ เช่นยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นนั้น ทางภาค รัฐมีการเตรียมความพร้อมในกรณีนี้นานถึง 10 ปี รวมถึงการ สร้างสมดุลระหว่างรถเก่าและรถใหม่ให้มากยิ่งขึ้น เน่ืองจาก ในยอดสะสมของปริมาณรถ 10 ล้านคัน กว่าครึ่งเป็นรถเก่า ซึ่งมีมลพิษสูง ดังน้ันรัฐควรออกมาตรการแก้ไขปัญหาดัง กล่าวนี้ในระยะยาว

ภายใต้ข้อเสนอท้ังหมดนี้หากมีการผลักดันอย่าง เป็นรูปธรรมโดยเร็ว จะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ขับเคลื่อนสู่เวทีโลกได้อย่างร้อนแรง และนํามาซึ่งความท้าทายที่มากกว่าเป้าหมายการผลิต 3 ล้านคันอย่างแน่นอน 
 

THE FEDERATION OF THAI INDUSTRY | AUTOMOTIVE INDUSTRY CLUB.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110
Copyright © 2015 Automotive Industry Club. All rights reserved. Designed by Mountain Studio

รองรับการทำงานบน Internet Explorer v10+, Firefox, Safari, Chrome, Opera