ทิศทางสู่ความยั่งยืน


ก้าวต่อไปของยานยนต์ไทย ในเวทีโลก

หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เผชิญกับความท้าทายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต เพื่อพัฒนายานยนต์ที่มาเสริมหรือทดแทนการใช้พลังงานประเภทฟอสซิลที่มีแนวโน้มการขาดแคลนในอนาคต และแก้ปัญหามลพิษเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังมีความท้าทายจากความเชื่ออมโยงทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นทั้งโอกาสที่ท้าทายและอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยใก้มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

ผลการวิเคราะห์สถานภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพบว่า ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งในการปรับตัวต่อผู้ประกอบการในประเทศให้เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่คุณค่า (Global supply chain) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียานยนต์ที่มุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ความท้าทายจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลก ผลจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปีพ.ศ. 2551 ที่เกิดจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ (Sub-prime) หรือ Hamburger crisis ของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้อัตราการเติบโตของการจำหน่ายรถยนต์รวมทั่วโลกในช่วงดังกล่าวลดลงร้อยละ 6 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2554 เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้อัตราการเติบโตของการจำหน่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ที่ปริมาณ 69 ล้านคัน เกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการผลิตและจำหน่ายในกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากอเมริกา ยุโรป มายังเอเชียมากขึ้น และทำให้เกิดประเทศที่เป็นตลาดใหม่ (Emerging market) เช่นบราซิล รัสเซีย อินเดีย และเซาร์ทแอฟริกา เป็นต้น
 
นอกจากนั้น ในปีพ.ศ. 2554 ยังได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปที่มีจุดเริ่มต้นจากการล่มสลายของระบบเงินตราของยูโรโวนในกลุ่มประเทศที่ระบบเศรษฐกิจไม่เข้มแข็งเพียงพออย่างประเทศกรีซ และยังส่งผลลุกลามในเวลาต่อมาไปยังหลายประเทศ เช่น สเปน ทำให้ฉุดระบบเศรษฐกิจโดยรวมของยุโรป

จากวิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกาและยุโรป ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนมายังเอเชีย ในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อการส่งออกสินค้ายานยนต์ไทยไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้ต้องแสวงหาตลาดใหม่เพื่อมาทดแทน ซึ่งความท้าทายในประเด็นนี้คือ โอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการแสวงหาตลาดใหม่ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากอเมริกาและยุโรปมายังเอเชีย

ความท้าทายจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต

ข้อมูลจาก International Energy Agency แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และเอทานอล จะยังคงมีบทบาทสำคัญเป็นที่ต้องการของตลาดโลกไปจนถึงปี พ.ศ. 2568 โดยรถประเภท Plug-in hybrid Electric Vehicle (PHEV) จะเริ่มมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2563 (2020) ในขณะที่รถไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) จะเริ่มขยายตัวในปี พ.ศ. 2568

ซึ่งในประเด็นด้านการพัฒนาเทคโน-โลยียานยนต์ ตามทฤษฏีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศของ Prof. Michael E. Porter ได้กำหนดการวัดระดับขั้นของการพัฒนาไว้ 4 ระดับ ซึ่งในระดับที่ 1-3 ยังถือว่าเป็นช่วงของการพัฒนาของประเทศที่อยู่ในขั้นที่มีการพัฒนาในระดับก้าวหน้า (Advance) คือ ตั้งแต่ 1. Factor-Driven 2.Investment-Driven 3.Innovation-Driven หากแต่เมื่อเช้าสู่ระดับขั้นที่ 4.Wealth-Driven ถือว่าอยู่ในช่วงของการการพัฒนาที่เริ่มถดถอยลง (Decline)

อย่างไรก็ดี ในระดับขั้นของการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้ง 4 ระดับดังกล่าวนั้นการพัฒนามิได้เป้นไปตามระดับขั้นจากหนึ่งไปสองแต่อย่างใด ซึ่งระดับขั้นหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงก้าวเข้าไปสู่ระดับขั้นใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้นๆ เอง โดยนโยบายของรัฐมีส่วนกำหนดให้เป็นไป

ปัจจุบันการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่าง Investment-Driven เข้าสู่ Innovation-Driven นั้น จะต้องมีความพร้อมในปัจจัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่
1. Context of Firm and Rivalry
2. Demand Conditions
3. Factor (Input) Conditions
4. Supporting & Related Industry conditions

โดยมีนโยบายของรัฐเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาตามปัจจัยทั้ง 4 ด้าน จากที่มีการลงทุน R&D ของผู้ประกอกรถยนต์ในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 ถึงปีพ.ศ. 2551 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะผลักดันความสามารถการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถก้าวสู่ระดับการพัฒนาในขั้น Innovation-Driven ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญในเรื่องการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เกี่ยวข้องที่ต้องมาสนับสนุนความสามารถดังกล่าวอาทิ ศูนย์ทดสอบวิจัยและพัฒนายานยนต์ ความสามารถของบุคลากรในด้านการทดสอบ และการออกแบบ การทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องมีการวางระบบการพัฒนาความสามารถทางด้านวิศวกรรมอย่างเป็นระบบตั้งแต่ในระหว่างการศึกษาจนถึงภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนั้น เทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตมีแนวโน้มในการมุ่งเน้นลดการปล่อยมลพิษ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากยานยนต์เพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายการลด CO2 จากยานยนต์ทั่วโลกให้ได้ 50% ในปีพ.ศ.2568 โดยใช้ปีพ.ศ.2548 เป็นเกณฑ์

ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการรถยนต์ประเภท Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) และรถไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ในแต่ละภูมิภาคซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่องและเพิ่มเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคัน นับจากปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จนเพิ่มจำนวนถึง 5 ล้านคันในปี พ.ศ. 2563 (สำหรับ PHEV และ @ ล้านคันในปี พ.ศ. 2563 สำหรับรถไฟฟ้า (EV) ในแต่ละภูมิภาคซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่องและเพิ่มเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคัน นับจากปี 2558 เป็นต้นไป จนเพิ่มจำนวนถึง 5 ล้านคันในปี พ.ศ. 2563 (สำหรับ PHEV และ 2 ล้านคันในปี พ.ศ. 2563 สำหรับรถไฟฟ้า (EV)

จากแนวโน้มเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตดังกล่าว จึงแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการรถประเภทพลังงาน ทางเลือกมากขึ้น เช่น PHEV EV ซึ่งรากฐานสําคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ประเภทดังกล่าว จะต้องเร่งพัฒนา ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นตัวรองรับการปรับตัวและพัฒนา เทคโนโลยียานยนต์ระดับสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องสนับสนุนการทําวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ ให้กับผู้ผลิตยานยนต์และ ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานยนต์ดังกล่าว เช่น พลังงานไฟฟ้า สถานีจ่ายเชื้อเพลิง เป็นต้น
และนอกเหนือจากแนวโน้มเทคโนโลยียานยนต์ในกลุ่มพลังงานทางเลือกดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในกลุ่มรถยนต์ ประเภทเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ก็มีแนวโน้มในการพัฒนาเทคโนโลยยียานยนต์ในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เพิ่มสมรรถนะ ของยานยนต์ และลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงในยานยนต์ 3 ปัจจัย ดังต่อไปน้ี ลดน้ําาหนักตัวรถจากการเลือกใช้วัสดุทดแทน พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เพิ่มสมรรถนะของยานยนต์ด้วยเทคโนโลยีระดับสูง

ความท้าทายจากความเช่ือมโยงทางเศรษฐกิจการ ค้าและการลงทุนทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ดังน้ี
ภาครัฐได้มีการวางกรอบแนวทางและผลักดันในการเปิดเสรีทางการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก การทําาความตกลงการ ค้าเสรีระหว่างประเทศ (Free Trade Agreement: FTA) ซึ่ง ประเทศไทยได้ทำFTAกับประเทศคู่ค้าสําคัญต่างๆท่ีมีผลบังคับใช้แล้ว 10 ฉบับ ได้แก่
1.ความตกลงการค้า เสรีอาเซียน (AFTA)
2.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA)
3.ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA)
4.ความ ตกลงหุ้นส่วนท่ีใกล้ชิดกันย่ิงขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP)
5.ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น  (JTEPA)
6.ความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCDEP)
7.ความ ตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย(TIFTA)
8.ความตกลงการ ค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA)
9.ความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA)
10.ความตกลงการค้า เสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA)

จากการทําความตกลงการค้าเสรีดังกล่าว ส่งผล ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเผชิญต่อความท้าทายจาก การเข้าสู่สภาวะการแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากความร่วมมือของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งจะมีผลในปี 2558

ความร่วมมือของอาเซียน
เป้าหมายของ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ภายในปี 2558 น้ัน กลุ่มประเทศอาเซียนได้จัดทําาแผนงาน ในเชิงบูรณาการในด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) โดยมีองค์ประกอบท่ีสําคัญ 4 เรื่อง ได้แก่
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว
2. การสร้างอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
3. การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกันระหว่าง สมาชิกอาเซียน
4. การเชื่อมโยงของอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก

ความร่วมมือของอาเซียนดังกล่าว จะทําให้เกิด การเปิดเสรีระหว่างกันท่ีทําาให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรีใน 5 ด้าน ได้แก่ สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ ทุน ซึ่ง ผลกระทบที่สําาคัญต่อการค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมยาน ยนต์ คือ การลดภาษีนําาเข้าเหลือ 0% ภายในปีพ.ศ. 2015 ซึ่งหมายถึงอัตราภาษีนําเข้าที่เคยเป็นความได้เปรียบให้กับผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศจะไม่มีอีกต่อไปดังนั้นการแข่งขันในด้านต้นทุนจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้ผลิตในประเทศจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อหาทางลดต้นทุนให้ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในอาเซียนได้ทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออกที่เป็นตลาดเป้าหมายเดียวกัน
 
จากความร่วมมือของอาเซียนดังกล่าวข้างต้น ประเด็นที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้านับจากน้ี คือ การจัดทําาความตกลงในการยอมรับผล ทดสอบยานยนต์ร่วมกัน (ASEAN MRA) ในด้านการรับรอง ผลการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของอาเซียน ซึ่งมีการจัดทำร่างไว้ที่จะให้สามารถยอมรับผลทดสอบตามมาตรฐาน UNECE Regulation จําานวน 19 รายการ

ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยกัน อย่างเช่น มาเลเซีย ก็ได้เริ่มประกาศนโยบาย มาตรการส่งเสริมรถประเภทที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ไม่ว่า จะเป็น รถไฮบริด รถไฮบริดประเภท Plug-in หรือรถไฟฟ้า โดยใช้กลไกของรัฐในการจูงใจด้วยนโยบายภาษีและนโยบาย การคลังเพื่อส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนา และนอกจากประเด็นของความร่วมมืออาเซียนใน ด้านการทดสอบตามมาตรฐาน ความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง แล้ว ความร่วมมือของอาเซียนยังเป็นโอกาสในการขยาย ตลาดที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถถประเภทอื่นๆ นอกเหนือจาก รถปิกอัพรถยนต์นั่ง เช่น รถบรรทุกใหญ่ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งจะต้อง ทำการศึกษาความเป็น ไปได้ในนการขยายตลาดรถประเภทอื่น ๆ ท่ีมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงข้ึนในอาเซียน

โอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยใน AEC
ภายหลังปี พ.ศ. 2558 ท่ีจะถึงนี้ หลังการเข้าสู่ ระบบ AEC โดยสมบูรณ์ จะมีผลให้ตลาดการค้าขายที่มีเพียงประเทศไทย กลายเป็น ตลาด ที่มีประชากรถึงประมาณ 583 ล้านคน (9%ของประชากรโลก) มีค่า GDPประมาณ 1,275 พันล้านเหรียญสหรัฐ(US$) หรือ 2% ของ GDP โลก ทั้งนี้ จะมีการรวมตัว กับ อีก 3 ประเทศ ในระยะต่อไปหรือที่เรียกว่า ASEAN + 3 อันได้แก่ จีน ญี่ปุ่น  และ เกาหลี ประชากรเพิ่ม เป็น 2,068 ล้านคน (31% ของประชากรโลก) GDP 9,901 พัน ล้าน เหรียญ สหรัฐ (US$ ) คิดเป็น 18% ของ GDP โลก และ เมื่อรวมกับอีก 3 ประเทศ อันได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย หรือท่ีเรียกกันว่า ASEAN + 6 ก็จะมีประชากรถึง 3,284 ล้านคนหรือกว่า 50% ของประชากรโลกคิดเป็น GDP 12,250 พันล้านเหรียญสหรัฐ (US$) หรือ 22% ของGDPโลก

ด้วยขนาดของตลาดที่มีขนาดมหาศาล นี้จึงนับเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของ ผู้ประกอบการไทย ที่จะได้มีโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถของตนให้ แข่งขัน ได้ในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างย่ิง ในด้านยานยนต์และการขนส่ง คมนาคม เนื่องจากไทยน้ันตั้งอยู่ในทําเลที่เป็นศูนย์กลาง ของการขน ส่งสาหรับ ASEAN ตลอดจนมีความพร้อมกว่าประเทศอื่นๆ หลายประการ 
 

THE FEDERATION OF THAI INDUSTRY | AUTOMOTIVE INDUSTRY CLUB.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110
Copyright © 2015 Automotive Industry Club. All rights reserved. Designed by Mountain Studio

รองรับการทำงานบน Internet Explorer v10+, Firefox, Safari, Chrome, Opera