ทิศทางสู่ความยั่งยืน

การวิจัยและพัฒนา รากฐานสู่ความสําเร็จ
 
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดินทางถึงจุดแห่งความท้าท้าย นั่น คืออุตสาหกรรมยานยนต์ต้ังเป้าหมายผลิตรถยนต์ในปี 2560 จําานวน 3 ล้านคัน ภารกิจนี้เพียงศักยภาพของบริษัทรถยนต์ย่อมไม่อาจสําเร็จลง ได้ เพราะหนึ่งในหัวใจสําคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์
 
จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาภาครัฐให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและชิ้นส่วนยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2546 คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน ได้กําหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งใน “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ที่มุ่งเน้นให้เกิดพัฒนาการด้านทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI - Skill Technology & Innovation) กิจการของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ จะต้องมีแนวนโยบายที่สอดรับหลักการได้แก่การมีงบด้าน “วิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)” รวมทั้งงาน ออกแบบรวมแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 1-2 ของยอดขาย ต่อปี ภายใน 3 ปีแรก เป็นต้น

มาตรการดังกล่าวข้างต้นของภาครัฐถือเป็น นโยบายที่สําคัญอันจะส่งเสริมให้ อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ไทยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่ฐานการผลิตยานยนต์ที่สําคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินภาพรวมของอตุสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่มี่ผู้ประกอบการกว่า 2,500 รายนั้น หากไทยต้องการก้าวขึ้นสู่การผลิต และการเป็น 1 ใน 10 ของผู้ผลิตยานยนต์โลก ด้วยจํานวน การผลิต 3 ล้านคัน ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปูทางต่อยอดด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้แข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบสามารถเติบโตก้าวเดินไปพร้อมกัน


ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


การนํานวัตกรรมด้านวิจัยและพัฒนามาสู่ประเทศ อย่างเช่น โตโยต้าก็สามารถพัฒนารถรุ่นไมเนอร์เชนจ์ได้ในประเทศไทย แล้ว โดยเฉพาะรถปิกอัพ และอนุพันธ์ของปิดอัพอย่างฟอร์จูนเนอร์ มีการวิจัย ทดสอบและพัฒนา และผลก็คือเราสามารถพัฒนารถให้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างถูกต้อง ขณะที่ค่ายอื่นก็สามารถทำได้ถึงระดับไมเนอร์เชนจ์เช่นกัน รวมทั้งการพัฒนาเพื่อรองรับพลังงานทางเลือกต่างๆ ทั้งไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่วิศวกรไทยก็สามารถรับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆได้มากขึ้น และมีโอกาสในการพัฒนาไปสู่การออกแบบรถทั้งคันเองได้ ภายใน 5 ปีนี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น ซึ่งต่อไปเราจะเริ่มจากการพัฒนารถเพื่อภูมิภาคนี้ หรือเอเชียแปซิฟิกได้อย่างแน่นอน

จากความต่อเนื่องของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานั้น ความท้าทายต่อไปคือหากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถพัฒนาก้าวขึ้นมาอีกขั้น เป็นไปได้สูงว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสพัฒนารถสำเร็จจากฐานการผลิตที่ประเทศไทยเพื่อส่งป้อนไปยังภูมิภาคต่างๆ ในโลกได้ นอกจากนี้การที่ประเทศไทยเป็นที่สำคัญในทุกด้านเป็นโครงข่ายของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นพัฒนาการอีกขี้นของคนไทยที่มีศักยภาพมาถึงจุดนี้ และหากทุกอย่างเป้นไปตามที่กลุ่มยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศคาดการณ์ไว้ ก็มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 10 ของผู้ผลิตยานยนต์โลกได้อย่างมั่นคงในอนาคตอันใกล้

อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์
นายกสมาคม ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ( TAPMA )


ภาพรวมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยนั้น ถ่อว่ามีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน เนื่องจาก ยานยนต์มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสาขานี้มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ

ทั้งนี้หากมองที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนฯไทยถูกมองว่าแข็งแกร่งมากที่สุด เพราะมีจำนวนผู้ประกอบการมากที่สุดประมาณ 2,500 ราย แต่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวสู่เวทียานยนต์โลกจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันพัฒนาด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น

ล่าสุดนั้น ทางสมาคมฯได้นำเสนอภาครัฐให้มีการผลักดันโครงการศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งไม่เพียงรองรับ AEC แต่เพื่อรองรับแผนการผลิตยานยนต์ไทยที่จะปรับระดับขึ้นมากกว่า 3 ล้านคันต่อปี ในช่วงปี 2563 นี้ เนื่องจากมองว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องมีศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นเป็นของตัวเอง เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็กและขนาดกลางของศูนย์สำหรับทดสอบ ซึ่งแตกต่างการค่ายรถยนต์และบริษัทชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่จะมีศูนย์ทดสอบวิจัย และพัฒนาเป็นของตัวเอง ดังนั้นเพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีความแข็งแหร่งและสามารถแข่งขันได้ ทางสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) มองว่า ถ้าประเทศไทยจะเป็นฮับของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งเอเชียที่สมบูรณ์แบบ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีศูนย์ทดสอบ เบื้องต้นงบประมาณนั้นคาดว่าจะต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาท ล่าสุดนี้ทางภาครัฐก็ได้อนุมัติโครงการนี้ในเบื้องต้นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการและรายละเอียดต่างๆ ที่จะต้องหารือร่วมกัน

จากการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมากขึ้นในประเทศไทย ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องปรับตัวตาม ปัญหาที่ผ่านมาของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ก็คือ เมื่อทำการผลิตแล้วต้องส่งชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนไปตรวจสอบที่ต่างประเทศ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก ขณะที่ศูนย์ทดสอบที่บางปู ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ทางสถาบันยานยนต์ดูแลอยู่นั้นก็รองรับได้ไม่มากนัก ดังนั้นหากตั้งศูนย์ทดสอบใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิตชิ้นส่วนและเป็นการพัฒนาผู้ผลิต ล่าสุดในปี 2555 นี้ ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกยานยนต์ทั้งระบบกว่า 8 แสนล้านบาท ประมาณครึ่งหนึ่งนั้นจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วน นั่นหมายถึงว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีอุปสรรคบางประการที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในอนาคตได้ หากเราไม่รีบพัฒนาด้านเทคโนโลยี และวางแผนการวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับอนาคต รวมทั้งการบริหารจัดการด้านชัพพลายเชน วัตถุดิบต้นทุนต่ำ การพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วนการผลิต รวมไปถึงกฎระเบียบ และมาตรการต่างๆที่เกี่ยวโยงกับภาครัฐ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการก้าวเดินในอนาคตของชิ้นส่วนยานยนต์ได้”

หากทุกผ่ายร่วมกันผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเป็นไปตามแนวนโยบายทั้งหมดนี้ได้ ย่อมส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมั่นคงและก้าวไกลในเวทียานยนต์โลก
 

THE FEDERATION OF THAI INDUSTRY | AUTOMOTIVE INDUSTRY CLUB.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110
Copyright © 2015 Automotive Industry Club. All rights reserved. Designed by Mountain Studio

รองรับการทำงานบน Internet Explorer v10+, Firefox, Safari, Chrome, Opera